[EGoT]Recompense

posted on 25 Sep 2013 17:38 by gale in EGoT
 
 
เอนทรีย์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
-----------------------
 


 
          ฟ้าสว่างแล้ว
         ชายร่างใหญ่เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะที่ตนทำความสะอาดอยู่ สายตาต้องกับแสงแรกของวันที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้จนตาพร่า ต้องวางผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะแล้วยกแขนซ้ายซึ่งมีเพียงข้างเดียวของตนขึ้นป้องตาให้พ้นจากแสงแดด
 
         ต้องรีบออกไปซื้อของที่ต้องใช้ก่อนตลาดเช้าจะวาย
 
         เขารีบวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่ แล้วเปิดประตูออกนอกอาคาร กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามท้องถนนที่เริ่มมีคนออกมาเดินบ้างแล้ว แม้จะยังเป็นเวลาเช้าตรู่ ยังมีหมอกจางๆ ลอยเอื่อยอยู่บนอากาศ แต่อากาศของเมืองหลวงก็ยังนับว่าอบอุ่น หากเทียบกับที่ที่เขาเคยอยู่ อย่างน้อยก็มีแสงแดดสดใส ไม่เหน็บหนาวเย็นชาเหมือนอย่างบ้านเกิด
   
         โชคดีที่แม้จะเริ่มสายแล้วแต่พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเช้ายังไม่หนีไปไหนซะก่อน เขาจับจ่ายซื้อของโดยไว ด้วยต้องรีบกลับไปจัดการร้านที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานของตนต่อ
 
         ชายแขนเดียวถือย่ามบรรจุบรรดาของที่ต้องใช้เดินผ่านตรอกซอกซอยมากมาย และเมื่อกำลังจะผ่านซอกหนึ่งในบรรดากิ่งแตกแยกย่อยมากมายของถนนเส้นยาวที่พาดกลางย่านชุมชน เขาก็ชะลอฝีเท้าลง กวาดสายตามองหาบางอย่าง
   
         อยู่ไหนนะ...
 
         และแล้วเมื่อกำลังจะเดินผ่านตรอกแคบหนึ่ง เขาก็พบสิ่งที่กำลังมองหา
         “สิ่ง” หรือถ้าจะเรียกให้ถูก “เด็ก” คนนั้นนั่งขดตัวอยู่ในมุมมืด ร่างของเขากลมกลืนไปกับกับข้าวของและขยะต่างๆ ที่ถูกทิ้งกองระเกะระกะอยู่ภายในนั้น เป็นเด็กชายนั่งนิ่ง เงาของสิ่งก่อสร้างบดบังใบหน้าของเขาจนไม่ทราบว่ากำลังแสดงสีหน้าแบบใดอยู่ ถึงกระนั้นชายแขนเดียวก็ยิ้ม ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองตนอยู่หรือไม่ หัวที่ขยับเพียงนิดเดียวเมื่อรู้สึกว่ามีคนมองมาทางตนเป็นเพียงสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าเด็กคนนั้นยังมีลมหายใจ และไม่ได้หลับอยู่ เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงปลดย่ามที่สะพายอยู่ลง ใช้แขนที่มีอยู่เพียงข้างเดียวล้วงหาของข้างใน สักพักก็หยิบขนมปังก้อนเล็กๆ ออกมา
          “ข้าทำขนมปังตกไว้ ถึงจะไม่มาก แต่คิดว่าคงพอให้คนตัวเล็กๆ อิ่มท้องได้กระมัง” เขากล่าวลอยๆ กับอากาศ วางขนมปังก้อนนั้นไว้บนเศษกระดาษที่ฉีกออกมาแล้วเลื่อนเข้าไปในซอกตึก ลอบมองเงาร่างนั้นเล็กน้อย ….ยังคงนิ่งเฉย เขายิ้มให้อีกครั้ง ครั้นแล้วก็เดินจากไป
 
         ชายวัยกลางคนเป็นคนใจอ่อน โดยเฉพาะกับเด็กๆ เมื่อโดนเด็กขอทานมาขออาหาร เขาจะให้ แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ร่ำรวยขนาดจะซื้อของไม่จำเป็นได้มากมายก็ตาม กรณีเด็กคนนี้ออกจะต่างออกไป เด็กชายไม่ได้เข้ามาอ้อนวอนขออาหารเหมือนกับขอทานคนอื่นๆ แต่เขาเห็นเป็นเด็กท่าทางเซื่องซึมเชื่องช้าก็นึกเอาว่าคงจะไม่สบาย ถึงไม่ได้เข้ามาขอเขาก็ยินดีแบ่งปันให้
 
         วันต่อมาเขามาดูที่ตรอกเดิมอีกครั้ง พบเด็กคนเดิม นั่งอยู่ที่เดิม แทบเรียกได้ว่าเด็กชายไม่ได้ขยับลุกจากตรงนั้นตั้งแต่เมื่อวาน...และวันก่อนหน้านั้น
 
         แต่ขนมปังหายไปแล้ว..... ก็ยังดี เขาจัดแจงวางขนมปังก้อนใหม่ให้เหมือนอย่างเมื่อวานแล้วจึงกลับร้านไปดูแลกิจการของตนต่อ
 
         ร้านของเขาเพิ่งเปิดได้ไม่ถึงสัปดาห์ กิจการยังไม่ค่อยคึกคักมากนัก อาจเป็นเพราะร้านอยู่ในมุมสงบของเมือง ไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน วันหนึ่งๆ มีคนเข้าร้านเพียงไม่กี่โต๊ะ และห้องพักโรงแรมก็ยังไม่ค่อยมีคนเข้าใช้ ยังหากำไรไม่ค่อยได้ แต่ก็พออยู่ได้ ไม่ถึงกับขาดทุน ...เขาเองก็มีความสุขดี
 
         วันต่อมาเขาไปเมียงมองที่เดิม เด็กหายไปแล้ว หลังจากนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมมาตลอดสามวันจนเขาชักเป็นห่วง
 
         เขาเห็นอย่างนั้นก็โล่งใจ บางทีเด็กคนนั้นอาจจะไปขอทานที่อื่น แต่ก็ดีแล้ว ขอทานมีอยู่มากมายในเมืองหลวง คนเหล่านั้นมีชีวิตที่ยากลำบาก บ้างก็เป็นโรคตาย บ้างก็อดตาย แต่หากเป็นเด็ก อาจจะมีผู้ใจบุญนึกสงสารให้ความช่วยเหลือ บางที หากเด็กคนนั้นมีความสามารถและมีโชคพอ... อาจจะได้เป็นช่างฝีมือ มีชีวิตที่ดีในภายภาคหน้า
 
         เด็กคนดังกล่าวหายตัวไปกว่าสัปดาห์...
 
         ระหว่างนั้นทางเขาก็เกิดเรื่องขึ้นมากมาย กิจการร้านก็ค่อยๆ ปรับปรุงให้เข้าที่เข้าทางไปทีละนิด ลูกค้าที่ตอนแรกไม่ค่อยจะมีก็บอกกันปากต่อปากจนจำนวนคนในร้านมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เขาเริ่มทำงานไม่ทันตามที่ลูกค้าต้องการ และเหนื่อยแทบจะสลบไปก่อนหัวจะถึงหมอนทุกคืน ทั้งยังต้องตื่นเช้ารีบไปซื้อของมาเตรียมร้านทุกวันอีก
 
         เขาเหนื่อยเกินกว่าจะมาพะวงคิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
 
         เรื่องของเด็กชายในซอกตึกนั้นก็เช่นกัน
 
         วันหนึ่ง เขาตื่นเช้ากว่าปกติ รู้สึกว่าจะต้องออกไปซื้อของที่ตลาดเช้าไวกว่าทุกวันโดยไม่ทราบสาเหตุ แม่ค้าที่คุ้นหน้าเขาแล้วก็กล่าวทัก เขาตอบไปขำๆ ว่าวันนี้คงเป็นวันที่ยิ่งใหญ่กระมัง ทวยเทพจึงดลบันดาลให้เขาขยันกว่าทุกที ขณะที่ชายแขนเดียวกำลังเดินทางกลับก็รู้สึกเหมือนมีใครมายืนอยู่ด้านหลัง เขาเหลียวกลับไปมอง และพบร่างที่คุ้นตา
 
         เด็กคนที่หายไปหลายวันจนแทบจะออกจากความทรงจำของเขาไปแล้วนั้นยืนถัดออกไปด้านหลังเพียงนิดเดียว... แต่ไกลพอที่ระยะแขนของเขาจะเอื้อมไปไม่ถึง
 
         “เจ้านั่นเอง” เขาทักทายแล้วยิ้มให้อย่างที่เคย ออกจะดีใจนิดหน่อยที่เห็นเด็กยังมีชีวิตอยู่
 
         ไม่มีคำตอบ
 
 
         “ข้ามีขนมปังมาให้...” เขาชะงักไปนิดหนึ่ง “อ้อ... เกือบลืมไป... เจ้าไม่ชอบนี่นะ เอาเป็นว่า ข้าบังเอิญซื้อขนมปังมาเยอะเกินไป จนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน ข้าโยนมันทิ้ง แล้วบังเอิญว่ามันตกลงไปที่เจ้าพอดี ...อย่างนี้ดีไหม” ชายวัยกลางคนพูดกลั้วขำ นึกถึงวันแรกที่ตนยื่นอาหารให้แล้วโดนคนตรงหน้าตอบรับไมตรีจิตโดยการหันหลังหนีไปเลย
 
 
 
         ยังคงไม่มีคำตอบ
 
 
         พอมาถึงตรงนี้ชายแขนเดียวก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเหมือนกัน
 
         “ข้าชื่อ เบอร์นาร์ด เจ้าล่ะ?” เขาถาม ย่อตัวลงให้เสมอกับระดับสายตาอีกฝ่าย ฉีกยิ้มกว้างและคิดว่าดูใจดีที่สุด(แม้ภายหลังจะโดนบอกว่าเหมือนหมีแยกเขี้ยวก็ตาม) ...ลองพยายามอีกที
 
         เด็กชายเม้มปาก เงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง เผยให้เห็นแววตาบางส่วนจากที่โดนเส้นผมมอมแมมบดบังอยู่เสียเกือบมิด เมื่อเบอร์นาร์ดสบเข้ากับแววตานั้นเข้าก็สะดุ้ง
 
         แววตานั้นไม่ได้เป็นแววตาที่น่ากลัว หรืออาฆาตมาดร้าย ทั้งยังไม่ใช้แววตาของคนหิวโหยแต่อย่างใด ในทางกลับกัน แววตานั้นไม่สะท้อนอารมณ์ใดเลย ชายวัยกลางคนรู้จักมันดี ...เขาเองก็เคยมีตาแบบนั้นเช่นเดียวกัน
   
         ...เบอร์นาร์ดเป็นคนแดนเหนือ เคยมีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เพียบพร้อมในตัวมันเองจนหลายคนอิจฉา ถึงงานที่เขาเลือกทำจะเสี่ยงอยู่มาก แต่หลังจากทำได้สักพักก็เริ่มชิน และคิดเอาเองว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับตน เขาพบรักกับสตรีชาวบ้านที่อยู่ชานเมือง ทั้งสองแต่งงาน ไม่ช้าภรรยาของเขาก็ตั้งครรภ์ เบอร์นาร์ดซึ่งตอนนั้นยังเป็นชายหนุ่มตั้งใจไว้ว่าหากลูกคลอดเมื่อไหร่ เขาจะออกจากงานทหาร และตั้งกิจการเล็กๆ เป็นของตนเอง
 
         แต่โชคร้ายที่เขาไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้น
 
         คนเถื่อนจากหลังกำแพงที่ลอบเข้ามาในแผ่นดินใต้ทำลายทุกอย่างของเขาภายในค่ำคืนเดียว
ชายหนุ่มและกองทหารคนอื่นฟาดฟันศัตรูจนหมด เขารีบวิ่งไปดูที่บ้านของตนด้วยความร้อนใจ ...และพบกับเศษซากปรักหักพังของความหวัง
เขาคำรามอย่างคนเสียสติ ในอ้อมกอดมีร่างไร้วิญญาณชุ่มโชกไปด้วยเลือดของภรรยาที่กำลังตั้งท้องแก่ หูเขาได้ยินแต่เสียงของตนเองดังลั่นกลบสรรพเสียงโดยรอบ ทั้งดวงตาก็พร่ามัวเกินกว่าจะเห็นสิ่งใด ...เขาไม่รับรู้กระทั่งการมีอยู่ของคนเถื่อนที่เหลือรอด หลบซ่อนอยู่ในบ้านหลังนั้นและกำลังย่องเข้าหมายจะทำร้ายตน
 
         คืนนั้นเขาเสียทั้งภรรยา ลูกที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้า และแขนขวาที่ใช้หาเลี้ยงชีพของตน
 
         เขาใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้นเยียวยาจิตใจ ...ถ้าจะพูดให้ถูกคือ เขาเดินทางไปไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้เยี่ยงคนเสียสติ โลกทั้งโลกเหลือเพียงความว่างเปล่า เขาเดินทาง เห็นมุมมองต่างๆ พบปะผู้คนมากมาย ครั้นแล้วก็เรียนรู้ว่าตนไม่ได้เป็นคนเดียวที่สูญเสีย และการจมอยู่กับความเศร้าก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
 
         พอรู้ตัวอีกทีเขาก็มาอยู่ที่เมืองหลวง เวลาที่ล่วงเลยทำให้เขาเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรแม้แต่อย่างเดียว
 
         เบอร์นาร์ดเริ่มชีวิตใหม่ที่คิงสแลนดิ้ง เก็บหอมรอมริบจากการเป็นลูกจ้างตามร้านต่างๆ ทำความรู้จักกับผู้คน โดยธรรมชาติแล้วเขาเป็นคนอารมณ์ดี แม้จะยังซึมเศร้าเรื่องของอดีตอยู่บ้างแต่หลังจากทำใจได้ก็กลับมายิ้มได้เหมือนเดิม เขาสร้างมิตรสหายอย่างรวดเร็ว เป็นที่รักของคนที่รู้จัก คนเหล่านั้นช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะว่าจะเรื่องชีวิตประจำวัน หรือวานให้มาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ แลกกับเงินค่าจ้าง ไม่ช้าชายวัยกลางคนก็สะสมเงินเก็บได้จำนวนหนึ่ง ...เขาตัดสินใจเปิดโรงแรมควบร้านอาหารเล็กๆ ในมุมสงบของเมือง ดังที่ครั้งหนึ่งเขาและอดีตภรรยาเคยตั้งใจไว้
 
         เขาอยากช่วยเหลือคนที่ตกอยู่ในความเศร้าอย่างที่เขาเคยเป็น ดังนั้นเขาจึงแบ่งปันน้ำใจให้แก่คนที่ตกทุกข์ได้ยากบ้างตามอัตภาพของตน
 
         เวลานี้เขามองเด็กชาย ตัวมันเล็ก เนื้อตัวมอมแมมกว่าที่พบเมื่อตอนแรก ผอมจนแทบเห็นซี่โครง มีรอยช้ำตามร่างกาย ทั้งยังก้มหน้ามองพื้นตลอดเวลา ไม่สบตาใคร เหมือนคนมีความผิด
 
         ก่อนนี้เขาเคยคิดว่าหากเด็กคนนี้โชคดีพอ คงมีผู้ใจบุญเมตตาให้ความช่วยเหลือ
 
 
         ….แล้วเขาจะเป็นคนคนนั้นเองไม่ได้หรือ?
 
 
         “ข้าว่า...” ชายวัยกลางคนยืดตัวขึ้นแล้วเริ่มเปรยกับอากาศ “ช่วงนี้ร้านข้าคนเยอะ ข้าเองก็พิกลพิการ ดูแลร้านคนเดียว ทำอะไรชักช้า ไม่ได้ดั่งใจลูกค้า...” เขาเงยหน้าทำท่าครุ่นคิด ตาลอบมองเด็กชาย “ข้าอยากได้ผู้ช่วยร้าน แต่ไม่มีเงินจะจ้างใคร พอมีแค่อาหารอุ่นๆ กับเตียงนุ่มๆ ให้ ถ้าบังเอิญเด็กแถวนี้ไม่รังเกียจล่ะก็...”
 
         เด็กชายเงยหน้ามองงงงวย
 
         เขาก้มลงสบตาที่มองมา ยิ้มให้อีกที
 
         “สนใจมากับข้าไหม หือ?”
 
         ถึงประโยคนี้คนโดนถามจึงชะงัก แล้วกลับไปก้มหน้ามองพื้นอีกที
 
         "ข้า..." เสียงนั้นแหบแห้ง ทั้งเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
 
         ...ข้าไม่เหมาะกับที่แบบนั้นหรอก เขาบอกว่าข้าเป็นเด็กสกปรก ไม่มีใครต้องการให้ข้าเกิดมา เป็นกาฝากไร้ประโยชน์ ดังนั้นจึงไม่สมควรมีชีวิตอยู่ ไม่สมควรได้รับอะไร ...โลกนี้ ไม่ว่าจะไปที่ใด จะไม่มีใครเขายินดีต้อนรับ เขาบอกว่าสักวันข้าจะต้องตายอยู่ข้างถนน ไม่มีทางได้ดิบได้ดี...
 
         ถ้อยคำดังกล่าวพรั่งพรูออกมา รวดเร็ว ไม่มีติดขัดแม้แต่คำเดียว ราวกับว่าคนพูดท่องจำคำเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ราวกับว่าเขาฟังคำเหล่านั้นย้ำแล้วย้ำอีก ฝังมันลงในหัว ....ลึกพอจะทำให้ระลึกความทรงจำได้โดยชัดเจนเมื่อต้องกล่าวย้ำสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง
 
         "แล้วเจ้าฟังคำของเขามากนักหรือ" ชายร่างใหญ่กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแต่หนักแน่น "เรื่องสกปรกนั่น แค่อาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณเสียใหม่ก็สิ้นเรื่อง แล้วถ้าเจ้าคิดว่าตนเองไร้ประโยชน์ เจ้าก็จะไร้ประโยชน์อยู่อย่างนั้น"
 
         เด็กชายชะงัก เงยหน้าขึ้นมอง งุนงงยิ่งนัก
 
         "ข้าจะบอกอะไรให้ ...ไม่มีใครไม่สมควรมีชีวิตอยู่หรอก ต่อให้เป็นคนที่ไร้ค่าที่สุดก็ตาม หากใครเขาไม่ต้องการเจ้าก็ช่างเขาปะไร ใครจะไม่ต้อนรับเจ้าก็ช่างหัวเขาปะไร ...เจ้าอยากนอนตายอยู่ข้างถนนอย่างที่เขาว่าจริงๆ น่ะหรือ หือ" เขายิงคำถามใส่
 
         เด็กชายส่ายหน้าช้าๆ อย่างไม่แน่ใจ ...ถึงจะฟังถ้อยคำเหล่านั้นมามากมายนับครั้งไม่ถ้วนจนจำได้ขึ้นใจ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ใคร่จะยอมรับความหมายของมันเสียทีเดียว
"ดี งั้นข้าขอยื่นข้อเสนออีกที ...เจ้าจะมากับข้าไหม ถึงจะไม่ได้มากมายอะไร แต่บ้านข้ายังมีที่พอสำหรับอีกชีวิตแน่นอน หรือไม่อย่างนั้น แค่แวะมากินอะไรสักหน่อยก็ได้ เจ้าผอมจนจะเหลือแต่กระดูกแล้วรู้ตัวหรือเปล่า"
 
         หากเขามีแขนอีกข้างหนึ่งคงจะยื่นให้เด็กที่ยืนสับสนชีวิตตรงหน้า จูงเดินไปด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นอีกแล้ว
 
         “...อืม” คราวนี้เด็กชายส่งเสียงตอบรับในลำคอ ก้มลงนิดคล้ายจะพยักหน้า แล้วก้าวขาขึ้นมาก้าวหนึ่ง พร้อมเดินตาม
 
         “จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อของเจ้าเลย”
 
         คราวนี้คำตอบคือการส่ายหน้า
 
         ชายแขนเดียวยิ้ม ...เป็นรอยยิ้มที่เหมือนหมีแยกเขี้ยว แต่จริงใจ อบอุ่นยิ่งนัก...
 
         “ถ้าอย่างนั้นข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าเสียใหม่เลยก็แล้วกัน ต่อไปนี้เจ้าชื่อ......”
 
         ช่วงสายของวันธรรมดาวันหนึ่งของเหมืองหลวง อากาศแจ่มใสกว่าที่เคยเป็น เงาร่างสองร่างก้าวย่างไปตามท้องถนนของเมืองหลวงที่มีผู้คนมากมาย ร่างหนึ่งเป็นของชายร่างใหญ่ผู้มีแขนเดียว ข้างกายมีเงาเล็กๆ อีกร่างหนึ่งพยายามเร่งก้าวขาสั้นๆ ตามให้ทันอยู่ไม่ห่าง

 
         แล้วเงาทั้งสองก็รวมกันเป็นเนื้อเดียว
 

Comment

Comment:

Tweet