Project

 
 
 
หึ....
 
เอนทรีย์แรกในรอบปีที่ไม่เกี่ยวกับคอมมู /นั้มตา
 
 
อั่ม....ไงดีล่ะ
 
 
คือจริงๆก็อยากเขียนมาสักพักแล้ว แต่เพิ่งมีไฟและบ้าพลังขึ้นมา555555
 
 
......ที่ท่านกำลังจะได้รับชมต่อไปนี้เป็นรายงานเขียนเล่นแก้เสี้ยนของกาเล่
 
ผู้ที่ในตอนนั้น...ขณะนั่งหาข้อมูลเล่น(?)คอมมู(สุดท้ายมันก็ไม่พ้นเรื่องคอมมูนี่หว่า...)
 
ก็บังเอิญไปเจอหัวข้อเรื่องนี้ขึ้นมา(อย่าถามนะว่าหาเรื่องอะไรถึงมาเจอได้...ลืมไปแล้ว นานเกินOTL)
 
 
คิดว่าน่าสนใจดี อ่านไปอ่านมาก็เอ๊ะ เหมือนเคยเจอในเรื่องนั้นเรื่องนี้นี่นา
 
 
.......ทีนี้ก็ยาวเลย555555
 
 
 
เห็นว่ายังไม่มีคนทำข้อมูลเป็นภาษาไทย ก็เลยลองแปลอย่างคร่าวๆ(แต่ยาวเชี่ยม)มาให้อ่านกันค่ะ
 
 
 
อันนี้คงต้องขอเตือนว่า กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
 
และ
 
ขอสงวนสิทธิ์ในบทความชิ้นนี้
 
 
หนักๆเลย....
 
 
 
อนึ่ง.... ถ้าเขียนไม่รู้เรื่อง มึนงง วิงเวียนอะไรก็ขออภัยด้วย
 
สำหรับผู้สนใจ มาคุยกันต่อหลังไมค์ได้นะ(.......)
 
อสอง....ตอนแรกตั้งใจเขียนด้วยภาษาทางการ หลังๆชักหลุด ช่างมันเหอะเนอะ....
 
 
 
 
 

Monarch Mind Control


               บทความนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อสนองนี้ดของผู้เขียน (และเพื่อทำประวัติลูกๆคอมมูอย่างสนุกสนาน //โดนชก) ได้มีการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่ไม่แน่ใจว่าจะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากมีข้อผิดพลาดอันใดก็ขอต้องอภัยมา ณ ที่นี้


1.      บทนำ  

               Monarch Mind Control (ต่อไปนี้ขอเรียกอย่างย่อว่า MMC) เป็นหลักการที่ใช้ในการควบคุมจิตใจ (Mind Control) ที่ได้รับการพัฒนาอย่างลับๆโดยหน่วยงานของหนึ่งCIA สหรัฐอเมริกา โดยมีหลักการคือการสร้างบาดแผลทางจิตใจแก่เหยื่อที่ถูกทำการทดลอง เพื่อหวังผลในการสร้างทาสที่ถูกควบคุมจิตใจ (Mind-controlled slave) ที่ผู้ควบคุม (Handler) สามารถกระตุ้นให้ทำตามคำสั่งได้ทุกเวลา โดยที่เมื่อเสร็จสิ้นการควบคุมจิตใจแล้ว เหยื่อจะจำเรื่องตอนที่ตนถูกควบคุมจิตใจไม่ได้เลย เพื่อเป็นการเก็บความลับของโครงการและภารกิจที่เหยื่อได้รับ

               ในปัจจุบัน เชื่อว่าหลักการของ MMC มักถูกนำไปใช้ในกลุ่มลัทธิต่างๆ เช่น ลัทธินอกศาสนา พิธีกรรมบูชาซาตาน กลุ่มอิลลูมินาติ หรือแม้แต่ในวงการบันเทิงเองก็มีการนำเอาหลักการของ MMC มาใช้อย่างแพร่หลาย ผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ในภาพยนตร์ การ์ตูนทีวี ดารานักร้อง ฯลฯ

               บทความต่อไปนี้ จะกล่าวถึงที่มา หลักการ ประเภท และการนำเอาสัญลักษณ์ในหลักการดังกล่าวไปใช้ในการตีความสื่อต่างๆอย่างคร่าวๆ

 

    2.      ความหมายของ Monarch Mind Control

               Monarch Mind Control หรือ MMC คือหลักการควบคุมจิตใจ (ควบคุมจิตใจ) มนุษย์ที่ถูกพัฒนามาจากโครงการทดลองและวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Engineering / Mind control) ในมนุษย์ของ CIA's Scientific Intelligence Division ภายใต้ชื่อ Project MK-ULTRA อีกทีหนึ่ง

                MMC เป็นการควบคุมจิตใจโดยใช้หลักการสร้างบาดแผลทางจิตใจ (Trauma – based mind control) เพื่อทำให้เหยื่อเกิดสภาวะหลีกหนีจากความเป็นจริง โดยการสร้างอีกบุคลิกหนึ่งขึ้นมา (Dissociate from reality) และผู้ทดลองจะใช้ประโยชน์จากบุคลิกที่เกิดใหม่นั้นเพื่อจุดประสงค์อื่นๆต่อไป

                จุดมุ่งหมายของ MMC นั้นคือ เพื่อสร้างทาสที่ถูกควบคุมจิตใจที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ใช้เป็น Sex slave ไปจนถึงการก่อการร้าย โดยที่ทาสนั้นจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไปบ้างในภายหลัง เพื่อปกปิดความลับของแผนการและตัวผู้บงการ

                 คำว่า “Monarch” ในที่นี้ มาจากชื่อของผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch Butterfly) อันเป็นสัญลักษณ์ของการทดลองนี้

 

 

        

        Figure 1 ผีเสื้อโมนาร์ช

 

                      สาเหตุที่ใช้ผีเสื้อเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมจิตใจนั้นยังคงเป็นข้อถกเถียงกัน เช่น สมมติฐานหนึ่งกล่าวว่าเพราะต้องการสื่อถึงขั้นตอนการเจริญเติบโตจากหนอนไปสู่ผีเสื้อทีโตเต็มวัย เปรียบเสมือนผู้ที่ถูกทดลองในตอนแรกที่ยังเป็นตัวหนอนที่ไร้ประสิทธิภาพ มาได้รับการ “โปรแกรม” หรือการควบคุมจิตใจเป็นการเข้าสู่ดักแด้ เพื่อจะเติบโตเป็นผีเสื้อที่โตเต็มวัย หรือ “ทาสที่ได้รับการควบคุมจิตใจ” และข้อสำคัญหนึ่งคือ ข้อเท็จจริงที่ว่าผีเสื้อโมนาร์ชมีพฤติกรรมที่เมื่อโตเต็มที่แล้ว มันจะบินกลับไปสู่แหล่งกำเนิดของตนเพื่อวางไข่ เปรียบเสมือนการที่เหยื่อทดลองจะกลับไปสู่สภาพจิตใจปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นการควบคุมจิตใจ

 

    3.      ประวัติความเป็นมา 

               การควบคุมจิตใจนั้นมีประวัติการใช้หลากหลายมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อต่างๆ โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายชิ้น เช่น ในคัมภีร์มรณะของประเทศอียิปต์ ก็มีการกล่าวถึงการทรมาน การใช้ยา และการร่ายคาถา(สะกดจิต)อยู่ และเชื่อว่า คุณไสย มนตร์ดำ หรืออาการ “ผีเข้า” นั้นก็คือการใช้ศาสตร์ควบคุมจิตใจของเหยื่ออย่างหนึ่ง

               ในศตวรรษที่ 20 ศาสตร์ของการควบคุมจิตใจถูกนำมาประยุกต์ใช้ในวงการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีการทดลองวิจัยอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งแรกที่มีการใช้หลักการของ Trauma – based mind control คือในค่ายกักกันของนาซี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นำทีมวิจัยโดยนายแพทย์ Josef  Mengele โดยใช้นักโทษภายในค่ายกักกันมาเป็นเหยื่อการทดลอง อาจกล่าวได้ว่า นายแพทย์ Josef  Mengele นั้น เป็นบิดาของ Monarch Mind Control ก็ได้

               ในภายหลัง เชื่อว่านายแพทย์ Josef  Mengele พร้อมทั้งทีมวิจัย และกลุ่มทดลองจำนวนหนึ่งถูกย้ายตัวไปประจำการอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อทำการวิจัยอย่างลับๆ ให้แก่โครงการวิจัยลับ CIA ต่อไป ภายใต้ชื่อโครงการ MKULTRA Project  ในฉากหน้ากล่าวว่าเป็นโครงการเพื่อทดลองการสร้างจรวด แต่ก็มีการบันทึกว่ามีการทดลองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำงานของสมอง และสภาพทางจิตใจในมนุษย์ด้วย

               MKULTRA Project นี้ ทำการทดลองกับมนุษย์ โดยขยายวงกว้างจากโครงการก่อนคือ มีการทดลองทั้งกับทหาร, เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล, เจ้าหน้าที่ CIA, แพทย์, โสเภณี, ผู้ป่วยจิตเวช และบุคคลทั่วไป โดยวิธีการทดลองมีตั้งแต่การใช้ยาประเภทหลอนประสาท (LSD), การกักขัง, การทำให้เสียการรับความรู้สึก (Sensory Deprivation) ไปจนถึงการทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ

               ภายหลัง โครงการ MKULTRA ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการไปในประมาณปี 1960 – 1970 แต่ก็ยังมีคนเชื่ออยู่ว่าโครงการดังกล่าวยังคงถูกนำไปทดลองอย่างลับๆต่อไป

 

 

Figure 2 ส่วนหนึ่งของเอกสารโครงการMKULTRAที่ถูกเปิดเผย

 

 

    4.      หลักการ 

               ดังที่กล่าวไปแล้วในส่วนที่ผ่านมาว่า MMC เป็น Trauma – based mind control หลักการโดยภาพรวมของ MMC คือการทำให้เหยื่อทดลองเกิดบาดแผลทางจิตใจและร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การช็อตไฟฟ้า, การกักขัง, การทำให้ร้อนหรือเย็นจัด(เช่น การเผา หรือนำไปแช่ในน้ำแข็ง), การจับแขวนในลักษณะที่ก่อให้เกิดความทรมาน (เช่น จับห้อยหัว), การให้ดื่มหรือรับประทานสารคัดหลั่งจากร่างกาย (เช่น เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ เนื้อสด ฯลฯ), การทำให้อดโซ, การไม่ให้นอนหลับ, การทำให้เสียการรับความรู้สึก (เช่น ปิดตา ปิดหู), การให้ยาที่ทำให้เกิดภาพหลอน มึนงง หรือความจำเสื่อม, การดึงหรือตัดอวัยวะ, การขังให้อยู่กับสัตว์ที่ก่อความรู้สึกกลัว (เช่น งู แมงมุม หรือสัตว์อันตรายอื่นๆ), การทำให้เฉียดตาย (เช่น การกดน้ำ), การบังคับให้เห็นความทรมานของผู้อื่น(มักเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน), การบังคับให้ตั้งครรภ์ แล้วฝืนเอาตัวอ่อนจากครรภ์ออกไป, การข่มขืน, การกดทับด้วยของหนัก, การทำร้ายคน/สัตว์/สิ่งของที่เหยื่อรัก, ฯลฯ

               ในระหว่างการ Programming มีเหยื่อการทดลองจำนวนมากต้องเสียชีวิตลง หลายคนในนั้นต้องตายเพื่อให้เหยื่ออีกหลายๆคนต้องมองภาพการเสียชีวิตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการทรมานจิตใจ

               เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เหยื่อทดลองไม่สามารถทนรับความเจ็บปวดไหว กลไกทางจิตจะรับมือกับสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์นี้โดยการสร้างบุคลิกใหม่ (Alter) ขึ้นมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์โดยเฉพาะ

               ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น เป็นกรณีเดียวกับที่เกิดในผู้ป่วยทางจิตประเภทหลายบุคลิก (Multiple Personality Disorder) ซึ่งในคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชในปัจจุบัน (DSM-IV-TR) (จริงๆก็ไม่ปัจจุบันแล้ว แต่เก๊ายังไม่ได้อ่านDSM-Vเลยอะแง้TwT) ได้มีการเปลี่ยนชื่อและจัดกลุ่มใหม่เป็นโรคกลุ่ม Dissociative Disorder คือ Dissociative Identity Disorder (DID)

               ส่วนที่สำคัญที่สุดของการทดลอง คือการหวังผลทดลองว่าจะได้ “ทาส” (Alter) ที่ถูกเรียกออกมาโดยการกระตุ้น (Trigger) ด้วยสัญลักษณ์ (ภาพ / เสียง) เฉพาะ เพื่อให้เกิดสภาวะ Dissociation และที่สำคัญคือเหยื่อจะมี Amnesia wall คือ จะจำเหตุการณ์ช่วงที่สับเปลี่ยนระหว่าง Alter หนึ่งกับ Alter อื่นๆหรือบุคลิกต้น (Host Personality) ไม่ได้เลย และตัวเหยื่อเองก็จะไม่รู้ตัวว่าตนเองทำอะไรไปในช่วงที่ความทรงจำขาดหายไป

               หากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย คือ Alter ที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นไฟล์หนึ่งในคอมพิวเตอร์(ตัวเหยื่อ) ที่ต้องใช้สัญลักษณ์ซึ่งเป็นพาสเวิร์ดในการเข้าถึงไฟล์นั้นได้นั่นเอง

 

 “The basis for the success of the Monarch mind-control programming is that different personalities or personality parts called alters can be created who do not know each other, but who can take the body at different times. The amnesia walls that are built by traumas, form a protective shield of secrecy that protects the abusers from being found out, and prevents the front personalities who hold the body much of the time to know how their System of alters is being used. The shield of secrecy allows cult members to live and work around other people and remain totally undetected. The front alters can be wonderful Christians, and the dee